ข้ามไปยังเนื้อหา
สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์
CP Leadership Institute

ช่วงเวลาสุนทรีย ๙.๕๙ น. ถึง ๑๖.๕๙ น. ณ กรุงรัตนโกสินทร์ ยุค ๒๕๖๓/๒๐๒๐

ช่วงเวลาสุนทรีย ๙.๕๙ น. ถึง ๑๖.๕๙ น. ณ กรุงรัตนโกสินทร์ ยุค ๒๕๖๓/๒๐๒๐
โดยศาสตราจารย์ปรีชา เถาทอง

ผลงานชุดนี้เป็นแรงบันดาลใจของอาจารย์ปรีชาที่ต้องการคิดสร้างสรรค์ใหม่ โดยนำเอาองค์ประกอบของงานจิตรกรรม ประติมากรรม และศิลปะสมัยใหม่ที่เรียกว่าDigital Art มาสร้างเป็นแบบจำลองที่ไม่มีจริง เป็นจินตนาการ เป็นการคิดสร้างสรรค์ เป็นนวัตกรรมทางศิลปะ ที่ยังคงมีแนวความคิดหลักที่ต้องการแสดงถึงความเป็นไทย เรื่องราวของสถาปัตยกรรมไทย โดยใช้เทคนิคจิตรกรรมแบบไทยประเพณีมาผสมผสานกับเทคนิคแบบศิลปะตะวันตกเป็นมิติใหม่ในการก้าวข้ามรูปที่เป็นภาพ 2 มิติ 3 มิติ และก้าวข้ามเอาความเป็นมัลติมีเดียสมัยใหม่มาผสมผสานกัน

โดยภาพจำลองนี้ต้องการให้ผู้ที่เห็นภาพเข้าถึงความเป็นสุนทรียะของศิลปวัฒนธรรมไทย ในอดีตตั้งแต่สมัยสุโขทัยมากรุงศรีอยุธยาจนมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ที่สะท้อนถึงผลลัพธ์ของการเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยสุนทรียะ ปัญญา อัตลักษณ์ของชนชาวสยามที่ต่างประเทศยกย่อง ที่มีความงามในรูปแบบที่หลากหลาย นำความประทับใจ และความรู้สึกซาบซึ้งที่มีต่องานสถาปัตยกรรม เอกลักษณ์ความเป็นไทย ที่สัมผัสได้ตามวัดวาอารามหรือพุทธศาสนสถานต่างๆ

โดยมีเรื่องราวของรูปที่ปรากฏในงาน คือ มุมหนึ่งของสถาปัตยกรรมของสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่ไม่มีอยู่จริง เป็นสิ่งที่จินตนาการขึ้นมา มุมหนึ่งที่มีซุ้มหน้าต่าง และเป็นมุมหนึ่งของสถาปัตยกรรมที่ไม่มีอยู่จริง หน้าต่างนี้ก็ไม่มีอยู่จริง ลวดลายหน้าต่างที่ได้ความคิดจากสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ บวกรวมกับสมัยอยุธยามาทำเป็นลวดลายปูนปั้น ซึ่งก็ไม่มีอยู่จริง มาสร้างใหม่ ดูคล้ายๆว่าเหมือนจริง คือ ด้านขวามือสุดของรูปนี้ แล้วด้านซ้ายมือเป็นมุมระยะไกลของผนังด้านหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นมุมหนึ่ง ด้านหนึ่งของวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่ผู้คนอาจคุ้นเคย แต่ก็ไม่มีอยู่จริง เสมาแบบนี้ ลวดลายแบบนี้ มุมแบบนี้ไม่มีอยู่จริง แต่มาจากแรงบันดาลใจ ความประทับใจในลวดลายสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ลายบางลายอาจจะมาจากสมัยอยุธยา สุโขทัย นำมาประกอบใหม่ นำมาสร้างสรรค์ใหม่ เช่นเดียวกับลายซุ้มประตูด้านขวามือ งานด้านซ้ายเป็นแบบไม่มีอยู่จริง เป็นเรื่องสมมุติ แต่คนดูทั่วไปจะรู้สึกว่าดูคล้าย ๆกับซุ้มเสมา คล้าย ๆกับเสาย่อมุมไม้สิบสอง ซุ้มประตูมีลายคล้าย ๆ เทพยดา ซึ่งไม่มีอยู่จริง เป็นจินตนาการขึ้นมาเป็นการคิดสร้างสรรค์ใหม่

นอกจากนี้ยังเป็นการนำเอาภาพ 2 มิติ 3 มิติ ที่คนทั่วไปคิดว่าแตกต่างกัน เมื่อมารวมแล้วสามารถอยู่ด้วยกันได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่เป็นหัวใจของงานชิ้นนี้ การนำเสนอครั้งนี้ มีการนำมีเดียสมัยใหม่ด้านแสงเงามาประกอบเพื่อทำให้งานสถาปัตยกรรมนี้ ที่มีทั้ง 2 มิติ 3 มิติ ที่มาอยู่ร่วมกันมีแสงเงาที่อยู่ใน 2 มิติที่สมมุติขึ้น เกิดแสงเงาที่คล้ายๆของจริงแต่ไม่ใช่ของจริงเป็นจินตนาการ โดยด้านซ้ายมือ ด้านขวามือไม่มีแสง แต่งานชิ้นนี้จะใช้แนวความคิดแบบ New Media ระบบ 3D ทำให้มีแสงวิ่งผ่านมุมเฉียงเข้ามาจากด้านขวามือผ่านหน้าต่าง และส่องผ่านไปที่ซ้ายมือซึ่งเป็นรูป 2 มิติ จาก 3มิติ ผ่าน 2 มิติ แสงส่องผ่านมาทางหน้าต่าง ฉายบนภาพเขียนด้วยเทคนิคสมัยใหม่ด้วยกล้องฉาย และไม่เพียงแสงเคลื่อนไหวได้ ยังมีเสียงลมพัด มีเสียงกังสดาล มีเสียงพระสวดเข้าไปอีก คนที่มายืนอยู่ในบรรยากาศนี้ก็เหมือนได้ไปยืนอยู่ในมุมหนึ่งของวัด หรือศาสนสถานในช่วงเช้าของกรุงรัตนโกสินทร์ มีแสงแดดค่อย ๆ ส่องผ่าน มีเสียงนกร้อง มีเสียงลมพัด มีเสียงกังสดาล ตามชายคาโบสถ์และมีเสียงพระสวดแว่วๆมา แสงก็ผ่านไปเรื่อยๆจากขวามือไปซ้ายมือและก็ค่อยๆจางหายไป

เป็นการจำลองข้อเท็จจริงมุมหนึ่งของพระอุโบสถในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เอามาถอดประกอบใหม่เป็นความจริงใหม่ ความดีใหม่ และความงามใหม่เหมือนกับว่า นำให้คนไปยืนดูหน้ารูป สามารถดึงเอาบรรยากาศ เวลา รูปแบบงานศิลปะ สถาปัตยกรรม สี แสง เสียง ที่ห่อหุ้มแล้วทำให้รู้สึกว่าเหมือนยกเอาแง่มุมหนึ่งของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือแง่มุมหนึ่งของวัดในสยามมาอยู่ตรงนี้ เกิดเป็นอารมณ์โดยรวม เป็นการสร้างสรรค์ใหม่ที่ไม่มีจริง

ในงานชุดนี้ยังมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครือซีพี คือ ขวามือเป็นรูปคล้าย ๆ กับภาพบานหน้าต่าง 3 มิติของจริง ที่เปิดปิดได้ เมื่อเปิดเข้าไปจะเห็นพระพุทธรูปนามว่าพระพุทธนวราชบพิตร พระพิมพ์จิตรลดา ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าพระราชทานแก่เครือเจริญโภคภัณฑ์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2539 มาประดิษฐานอยู่

เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงาน

ก่อนที่จะอาจารย์ปรีชาจะเล่าถึงเบื้องหลังของการทำงานชิ้นนี้

อาจารย์ปรีชากล่าวขอบคุณทางเครือซีพีที่ให้เกียรติ ให้โอกาส และต้องการผลงาน องค์ความรู้ ทางด้าน สุนทรียศิลป์ ที่นำไปติดตั้งที่สถาบันผู้นำ

อาจารย์ปรีชากับภาพร่างต้นแบบทั้ง 5 ขั้นตอน

อาจารย์ปรีชาเล่าว่างานชิ้นนี้เป็นงานที่ท่านไม่ได้ทำคนเดียว ท่านเป็นคนออกแบบสร้างสรรค์ (Creative Design) และเขียนภาพร่างแนวความคิด (Sketch Idea) พอถึงเวลาทำก็มีคนมาช่วยปั้น ถอดแบบ ลงลักปิดทอง มีช่างเอาไปทำ ภาพจิตรกรรมด้านหลังก็มีลูกศิษย์ลูกหามาช่วยกันทำตามแบบภาพร่าง โดยอาจารย์ได้เขียนภาพร่างแบบลายเส้นไว้มี5 ขั้นตอน เพื่อให้เห็นภาพแนวความคิด เป็นผัง เป็นภาพร่างที่ลูกศิษย์มีความเข้าใจในแนวความคิด แล้วนำไปเขียนแบบ 3D และสร้างเป็นโมเดลขึ้นมา ซึ่งงานทั้งหมดไม่ได้ทำคนเดียว มีการแบ่งงานกันไปทำ มีการบูรณาการร่วมกัน อันนี้ถือเป็นการทำงานแบบสหศาสตร์ ซึ่งการทำงานลักษณะนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดตอนนี้แต่เกิดมานานแล้ว และไม่ได้เกิดเฉพาะในดินแดนอุษาคเนย์แต่มีทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นปิรามิด ภูผาเทิบโคลีเซี่ยม ทุกอย่าง ทั้งจิตรกร ปฏิมากร วิศวกร สถาปนิก ต้องช่วยกันหมด

งานชิ้นนี้ใช้ระยะเวลานานแค่ไหน อาจารย์ปรีชาบอกว่างานนี้ต้องประสานการทำงานหลายฝ่าย และเป็นช่วงคาบเกี่ยวมีโควิดระบาดอยู่ด้วย การจัดการในการทำงาน การเข้าติดตั้งงานวุ่นวายพอควร จึงเอาเวลาเป็นตัวชี้วัดไม่ได้ แต่งานนี้ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยดังกล่าว ผมเป็นคนทำงานแบบมีแบบแผน ทีมงาน ลูกศิษย์ลูกหาทำงานเป็นระบบ ถ้าทำปกติจริงๆ สมบูรณ์แบบไม่น่าเกินเดือน เพราะแบบแผนความคิดเสถียรแล้ว ก็แยกงานไปทำกัน งานนี้ฝ่ายสถาปัตย์ งานนี้ฝ่ายโครงสร้าง มีต้นแบบ มีแนวความคิด มี Proportion ทุกคน ก็ทำแล้วนำไปรวมที่ไซท์งานและประกอบได้เลย อาจารย์ทำหน้าที่เหมือนผู้กำกับ แต่ไม่ได้กำกับคนเดียว ทุกคนให้ความสำคัญกับ First Order ในแต่ละด้าน ไม่ไปควบคุมในองค์ความรู้ของทีมงานให้ทำด้วยความสบายใจ แต่ต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ให้ประเด็นไป

อาจารย์ปรีชายังได้เล่าถึงแรงบันดาลใจในงานชิ้นนี้ ที่ต้องการสื่อให้เห็นว่าศิลปะเป็นภาษาภาพอันหนึ่ง ที่สื่อสารถึง “ ความจริง ” ที่เป็นปรัชญา หลักคิด แนวคิด ยุทธวิธี วิธีการของศิลปินบนโลกใบนี้ ที่ทำงานศิลปะตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ส่วน “ ความดี ” ที่ไม่ใช่การใส่บาตรทำบุญ ความดีงามที่ไม่ใช่ความสวย ความดีหมายถึงผลลัพธ์ ที่เป็นทั้ง Output,Outcome, Impact ที่ให้กับมนุษย์ ความดีที่งานศิลปวัฒนธรรมให้กับมนุษย์ 2 ด้าน ทั้งด้านที่จับต้องได้เรียกว่าTangible กับด้านที่จับต้องไม่ได้ หรือ Intangible ส่วน “ ความงาม ” ก็คือรูปแบบ กรรมวิธี วิธีการ การนำเสนอ รวมความหมายก็คือ “ ความจริง ความดี ความงาม ”

อาจารย์ปรีชาเล่าถึงแรงบันดาลใจต่อ และกล่าวว่า

อาจารย์ปรีชายังได้ขยายความถึงรูปเทวดาที่อยู่ที่บานประตู สื่อความหมายว่ามนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ มีธรรมะ มีธรรมชาติเป็นแรงดลใจ เป็นตัวห่อหุ้ม มีธรรมศิลป์ คือ ทุกคนทำศิลปะได้หมด ทั้งการแต่งตัว ทำอาหาร มีวิถีชีวิต ตกแต่งบ้านให้สวยงามเป็นศิลปะหมด แม้แต่การดำรงชีวิตที่มีธรรม มีศิลปะ มันก็เป็นศิลปะ แต่เหนืออื่นใดไม่พอ ในพื้นที่ของอาณาจักรที่มนุษย์อาศัยอยู่ ทุกพื้นที่ ทุกอาณาจักรต้องมีเจ้าผู้ครองแคว้น แม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังมีหัวหน้าฝูง เจ้าผู้ครองแคว้นก็คือกษัตริย์ หรือไม่ใช่กษัตริย์ ก็จะมีเทพ เทวดา เพราะฉะนั้นความหมายเทวดาในภาพ หมายถึงเทพ เทพารักษ์ เป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกมั่นใจ ยึดเหนี่ยวทำความดีในการดำรงชีวิต จากเทพ เทวดาก็เป็นสมมุติเทพก็ คือพระมหากษัตริย์ นี่คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะฉะนั้นคำว่าชาติ จะเป็นสยามหรือที่ไหนก็ตาม ก็จะมีเจ้าผู้ครองแคว้นนั้น ที่เราเรียกว่าสมมุติเทพ

ส่วนที่ในชื่อผลงานภาพนี้มีเรื่องของตัวเลขเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเลข 5 กับ เลข 9 อาจารย์ปรีชาอธิบายว่า อันนี้เป็นความเชื่อส่วนตัวของอาจารย์ ทั้งนี้เลข 5 คือครู คือวันพฤหัสฯ ส่วน เลข 9 คือเกตุ เกตุ คือสิ่งที่สูงสุด (พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ พระเสาร์ พระราหูและพระเกตุ) ประกอบกับอาจารย์ปรีชามีความรัก ศรัทธา ในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 9

งานชิ้นนี้ของอาจารย์ถือเป็นตัวอย่างของ Soft Powerทางด้านศิลปวัฒนธรรมไทยที่มีเรื่องราวของความจริง ความดี ความงาม ที่เรียกว่า สุนทรียะ ซึ่งอาจารย์ได้รังสรรค์ขึ้นมาในรูปแบบใหม่ เป็นการผสมผสานระหว่างงานจิตรกรรม ประติมากรรมและดิจิทัลอาร์ต ยังคงมีแนวความคิดหลักที่ต้องการสื่อถึงความเป็นไทย สถาปัตยกรรมไทย อัตลักษณ์ของไทย โดยใช้เทคนิครูปแบบงานจิตรกรรมไทยประเพณีผสมผสานกับเทคนิคแบบศิลปะตะวันตก ถือว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานที่มีเอกลักษณ์รูปแบบโดดเด่นชัดเจน

ประวัติศิลปิน

อาจารย์เป็นศิลปินที่มีรูปแบบวิธีการนำเสนอผลงานที่เรียบง่าย เข้าใจในธรรมชาติว่าธรรมชาติมีกฎเกณฑ์ มีเหตุผลที่สัมพันธ์กัน มีเกิดขึ้นมีดับไป มีมืดมีสว่าง จนเป็นที่มาของทฤษฎี “แสงและเงา” และได้สร้างสรรค์เป็นผลงานชุดที่ชื่อว่า “รูปทรงของแสงบนเนื้อที่ของเงา” เป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงสูงสุด จนได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 25 ประจำปี พ.ศ.2522 เป็นรางวัลสำคัญที่ทำให้ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินชั้นเยี่ยม สาขาจิตรกรรม คนที่ 14 และ พ.ศ. 2552 ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี พ.ศ. 2552

อาจารย์เป็นศิลปินที่มีแนวคิดที่ทันสมัย สามารถสร้างสรรค์ผลงานให้เกิดดุลยภาพระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนาศิลปะให้เป็นแนวทางสร้างสรรค์ศิลปกรรมไทยร่วมสมัยได้อย่างลงตัว อีกทั้งได้อุทิศตนให้กับงานการกุศลโดยร่วมบริจาคผลงานให้กับสาธารณกุศลทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมอย่างสม่ำเสมอมาเป็นเวลายาวนาน เป็นอาจารย์สอนศิลปะร่วมสมัยที่มีคุณูปการต่อวงการศึกษาศิลปะ และเป็นแรงบันดาลใจให้เป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง

ภาพรวมห้องแสดงงานศิลปะ

คุกกี้ที่ใช้งานบนเว็บไซต์นี้ได้รับการจัดหมวดหมู่ซึ่งคุณสามารถอ่านเกี่ยวกับหมวดหมู่ การอนุญาต และการปฏิเสธบางส่วน หรือทั้งหมดได้ที่ด้านล่าง เมื่อปิดใช้งานหมวดหมู่ที่ได้อนุญาตไปแล้วก่อนหน้านี้ คุกกี้ทั้งหมดที่อยู่ในหมวดหมู่นั้นจะถูกลบออกไปจากเบราว์เซอร์ของคุณ

นอกจากนี้ คุณยังสามารถดูรายการของคุกกี้ที่ถูกกำหนดไว้ในแต่ละหมวดหมู่ และข้อมูลอย่างละเอียดในการรับรองคุกกี้

  • เปิดใช้งานเสมอ

    จำเป็นจะต้องใช้คุกกี้บางรายการเพื่อมอบฟังก์ชั่นการทำงานหลัก เว็บไซต์จะทำงานได้ไม่เต็มที่หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้ ฟังก์ชั่นการทำงานเหล่านี้จะเปิดใช้งานโดยค่าเริ่มต้น และจะไม่สามารถปิดการใช้งาน

  • การกำหนดค่าของคุกกี้ช่วยทำให้เว็บไซต์สามารถจดจำข้อมูลเพื่อปรับแต่งลักษณะของเว็บไซต์ และการตอบสนองต่อผู้ใช้งานแต่ละคนได้ซึ่งอาจรวมไปถึง การจัดเก็บสกุลเงิน ภูมิภาค ภาษา หรือธีมของสีที่ถูกเลือก

  • คุกกี้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ช่วยให้เราสามารถปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณได้ด้วยการเก็บรวบรวม และรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน

  • คุกกี้เพื่อการตลาดจะถูกใช้เพื่อติดตามผู้เข้าชมทั่วทั้งเว็บไซต์เพื่ออนุญาตให้ผู้เผยแพร่ทำการแสดงโฆษณาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และน่าสนใจ

เรียนรู้เพิ่มเติม